header-Data

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม 2560 ได้มีการประชุมหารือของคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านการออกแบบและภูมิสถาปัตย์ ที่ห้องประชุมยุทธนาธิการ ในศาลาว่าการกลาโหม ตามคำสั่งของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากสภาสถาปนิก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์ สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย และสมาคมภูมิสถาปนิกไทย เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันในเรื่องของรูปแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีการคัดค้านโครงการนี้มาโดยตลอดจากสภาฯและสมาคมฯ โดยนายไทวุฒิ ขันแก้ว อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านการออกแบบและภูมิสถาปัตย์ ที่มีพลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้มีหนังสือเชิญนายกสภาสถาปนิก และนายกอีกสามสมาคมฯ และผู้ติดตาม เข้าร่วมประชุมเมื่อเวลา 13.30 น. โดยในหนังสือเชิญแจ้งว่าปลัดกระทรวงกลาโหมจะเป็นประธานที่ประชุม แต่ปรากฏว่าปลัดกระทรวงฯ ติดราชการ จึงได้ให้รองปลัดกระทรวงฯ พลเอก ชาตอุดม ติดถะสิริ เป็นประธานที่ประชุมแทน ที่ประชุมได้มีผู้แทนจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วมประชุมเพื่อตอบข้อซักถาม

ประธานที่ประชุมได้ให้คณะผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นในโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นายกสภาสถาปนิกและนายกสมาคมทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นสรุปว่า ไม่ได้คัดค้านการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลในโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานี้ ที่จะนำความสุขคืนให้แก่ประชาชน แต่คัดค้านในกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาและออกแบบโครงการสั้นมาก จึงไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความเหมาะสมของโครงการในด้านต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์วิทยา การทำลายพื้นที่ริมแม่น้ำตลอดเส้นทางของโครงการ ชุมชนต่างๆริมน้ำที่จะได้รับผลกระทบและไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน การทำประชาพิจารณ์ที่สั้นและไม่ครบถ้วน กระทั่งแบบที่จะใช้ก่อสร้างจริงยังไม่มีการเปิดเผยทั้งต่อสมาคมวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมและต่อสาธารณชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อไป เป็นต้น

นายวิชัย ตันตราธิวุฒิ นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า จากแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ สจล. ได้นำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการและสัมมนา TUDA 2016 ของสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการลุกล้ำพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดเส้นทางของโครงการทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่ความลึกเข้าไปในแม่น้ำ 10 –40 เมตร รัฐบาลสามารถจะขอคืนพื้นที่ริมแม่น้ำที่ถูกลุกล้ำ ทั้งจากวัดที่ตั้งอยู่ริมน้ำ สถานที่ราชการ บ้านเรือนเอกชนและโรงงานต่างๆ ได้ โดยวางแผนการเรียกคืนพื้นที่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ใช้เวลาไม่เกิน 15 ปี พื้นที่ที่เรียกคืนได้ทันทีคือ บริเวณวัดและสถานที่ราชการ ส่วนที่ดินเอกชนให้มีการทำสัญญาคืนพื้นที่โดยรัฐบาลอาจจะให้ระยะเวลาที่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน การสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าไปในพื้นที่ริมน้ำประมาณ 10 - 12 เมตร และห่างจากฝั่งประมาณ 3 เมตร จะใช้พื้นที่แม่น้ำทั้งสองฝั่งประมาณ 26 เมตรหรือประมาณกว่า 10 % ของความกว้างเฉลี่ยของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นการยอมรับการลุกล้ำแม่น้ำและซ้ำเติมทำให้แม่น้ำแคบลงไปอีก หากนำเอาที่ดินที่ลุกล้ำคืนมาได้ทันทีบางส่วน จะสามารถนำมาสร้างเป็นที่สาธารณะพักผ่อนริมน้ำได้โดยใช้งบประมาณที่ตั้งไว้ของโครงการนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทางยาว 7 กิโลเมตรติดต่อกันทั้งสองฝั่ง ซึ่งจะกลายเป็นทางวิ่งของรถมอเตอร์ไซด์ไปในที่สุด การทำสวนสาธารณะที่พักผ่อนริมน้ำเป็นบริเวณๆไปตลอดเส้นทาง จะเหมือนกับการสร้างโครงการ ดิเอเชียติ๊ก ถนนเจริญกรุง ที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้คนไปเที่ยวและซื้อของ แต่สวนริมน้ำของรัฐบาลนี้จะเป็นสวนสาธารณะที่เปิดให้ทุกคนเข้าไปเที่ยวฟรี และสามารถจะนำพื้นที่มาดัดแปลงเป็นเขื่อนกั้นน้ำเอนกประสงค์ของกรุงเทพมหานครใน 40-50 ปีข้างหน้า เมื่อจำเป็นต้องสร้างเขื่อนขนาดสูงกันระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกอันเกิดจากภาวะโลกร้อน เป็นความยั่งยืนของโครงการนี้

หลังจากการเสนอความคิดเห็นของคณะผู้เข้าร่วมประชุมแล้ว ประธานได้ให้คณะผู้ศึกษาและออกแบบโครงการ คือ สจล.และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้แจงข้อคิดเห็นต่างๆดังกล่าว การชี้แจงของคณะผู้ศึกษาและออกแบบเป็นในแนวทางว่า คณะฯได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว มีการลงพื้นที่ฟังความเห็นประชาชน และมีการศึกษาทางชลศาสตร์เรื่องการไหลของน้ำที่จะไม่มีการกระทบกระเทือนจากการก่อสร้างโครงการ ที่ปักเสาตอม่อเข้าไปในน้ำตลอดเส้นทางโครงการ เป็นการตอบโต้การแสดงความคิดเห็นของคณะผู้เข้าร่วมประชุม โดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์จริงไหม เพราะ TERMS OF REFERENCE (TOR) ของการว่าจ้างทีมศึกษาและออกแบบกำหนดว่า งานทั้งหมดต้องให้เสร็จภายใน 7 เดือน ประธานได้สั่งให้คณะผู้ออกแบบกลับไปเขียนคำตอบต่างๆซึ่งไม่สามารถตอบได้อีกหลายข้อ แล้วส่งกลับมาให้คณะอนุกรรมการโครงการฯ พิจราณาต่อไป

การประชุมจบลงโดยไม่มีคำตอบว่า คณะผู้ศึกษาและออกแบบจะให้คณะผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นและพิจราณาแบบที่จะใช้ก่อสร้างจริงหรือไม่ หรือจะมีการประชุมหารืออีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้า เป็นการประชุมตามคำสั่งของ พลเอก ประวิตร เท่านั้น ไม่มีจุดประสงค์เพื่อให้สภาสถาปนิก และอีกสามสมาคมทางสถาปัตยกรรมเข้ามาช่วยพิจราณาแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้โครงการนี้เป็นของประชาชนที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเป็นโครงการที่ยั่งยืน สมกับชื่อที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า CHAO PHRAYA LANDMARK ต่อไป

บทความนี้เขียนโดย นายวิชัย ตันตราธิวุฒิ นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย

 

Microsoft-Word-2013-icon Download